เดินตามสามัญสำนึก
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญใหญ่ผ่านการวิเคราะห์ใคร่ครวญของตนเอง หรือว่าคำแนะนำของผู้อื่น โดยเชื่อว่านี่เป็นวิธีการตัดสินใจที่เหมาะสม ถูกต้องมากที่สุด แต่สำหรับอีกหลายคนเขากลับใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “จิตใต้สำนึก” นั่นเอง ผมเองเคยคิดว่าการทำอะไรตามจิตใต้สำนึกเป็นเรื่องที่เราใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล แต่ว่าในการตัดสินใจครั้งสำคัญใหญ่ๆ ในชีวิตหลายครั้งผมกลับเชื่อเจ้า “จิตใต้สำนึก” มากกว่าเหตุร้อยแปดที่คิดออกมาได้
เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่บรรดาคู่มือหนังสือ “สู่ความสำเร็จ” ทั้งหลายต่างก็เขียนให้เราพยายามลิสต์รายการ และทำการตัดสินใจอยู่บนตรรกะทั้งหลายที่เราคิดออกมา แต่บางครั้งจิตใต้สำนึกเองก็ไม่ได้เป็นผลจากทำงานด้วยอารมณ์ แต่ทำงานจากสมองในส่วนที่คุณไม่รู้ตัวต่างหาก

บางครั้งเราก็คิดเพียงแค่ว่าสิ่งที่เรารับรู้มีเพียงแค่การมองเห็น เสียง หรือประสาทสัมผัส แต่บางครั้งจิตใต้สำนึกของเราก็สามารถรับรู้ได้โดยที่เราไม่รู้ตัว เราเก็บข้อมูลในเรื่องต่างๆ ผ่านประสาททสัมผัสทั้งห้าโดยบางครั้งเราเองก็ไม่รู้ตัว สิ่งที่รับรู้เป็นเพียงแค่ส่วนผิวเผินทั้งนั้น
ผมเคยเจอเพื่อนที่ตอบคำถามที่ว่า “แล้วรู้ได้ไง ว่ามาทางนี้” มันก็จะตอบแบบหน้าตาเหรอหรา “ก็ไม่รู้ เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าต้องมาทางนี้ ”นั่นก็อีกเหตุการณ์หนึ่งที่บอกว่าบางครั้งเราเองก็ไม่มีเหตุผลในการตัดสินใจ แต่สมองของเราสามารถประมวลผลจากสิ่งที่เรารับรู้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นกลายเป็นจิตใต้สำนึกที่คอยสั่งการเรานั่นเอง
ดังนั้นหลายๆ ครั้งจิตใต้สำนึกทำงานโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เราได้รับแบบไม่รู้ตัว ทำให้หลายครั้งการที่เราตัดสินใจที่จะทำอะไรแล้วเกิดความรู้สึก ไม่ค่อยสบายใจ นั่นแสดงว่าจิตใต้สำนึกกำลังบอกเราว่า “อย่าทำ อย่าทำ” ผมไม่แน่ใจหรอกนะว่าการเชื่อจิตใต้สำนึกจะทำให้ชีวิตของเราราบรื่นตลอดไป แต่ผมคิดว่าการที่เราฝืนใจที่จะทำอะไร ชีวิตของเราต้องไม่มีความสุขอย่างแน่นอน แล้วเชื่อเถอะว่าเราจะไม่สามารถยืนหยัดทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน
จิตใต้สำนึกส่วนที่ว่านี้ ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับการตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆ เท่านั้น แต่รวมไปถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบๆ ตัวเราด้วย เช่นการรับรู้ว่าคนนั้นรู้สึกกับเราอย่างไร ในสถานการณ์นี้เรากำลังถูกหลอกลวงหรือเปล่า คนนี้กำลังโกหกเราอยู่หรือไม่ ซึ่งแน่นอนสำหรับคนที่มีจิตใต้สำนึกที่เฉียบแหลม ก็จะช่วยเขาให้พ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้ได้ตลอดเวลา
แต่ใช่ว่าจิตใต้สำนึกที่เฉียบแหลมจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะว่านี่เป็นทักษะที่ต้องการการฝึกฝนประมาณนึง นอกจากนั้นแล้วอย่าหลงสับสนว่า “จิตใต้สำนึก” กับ “การเดาสุ่ม” จะเหมือนกัน ส่วนที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ จิตใต้สำนึกมันจะกระตุ้นร่างกายของคุณให้มีอาการตอบสนอง ไม่ว่าจะรู้สึกรุ่มร้อน กระวนกระวาย และปฎิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่การเดาสุ่มไม่ทำให้คุณรู้สึกต่อต้าน แต่กลัวรู้สึกว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ลองๆ ทำมันไปแล้วกัน ซึ่งจิตใต้สำนึกตัวนี้เป็นผลมาจาก สัญชาติญาณเอาตัวรอดที่มีอยู่ในเผ่าพันธ์ของมนุษย์เรานั่นเอง
ดังนั้นก่อนการตัดสินใจอะไรสักครั้ง ลองนั่งนิ่งๆ อยู่กับตัวเองสักพัก ลองให้จิตใต้สำนึกของเราทำงานสิว่า สิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจต่อไปนั้นถูกต้องหรือไม่ ใช่ เหมาะสมหรือไม่นั่นเอง