ในการจะสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาสักเรื่อง ก็เหมือนกับการสร้างผลงานศิลปะขึ้นมาสักชิ้น เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายสิ่งไม่ว่าจะเป็นทั้งจะเป็นคน สมอง เงิน เวลา และทักษะ แต่ว่าผลตอบแทนของภาพยนตร์ก็เหมือนกับการเสี่ยงดวงในตลาดหุ้น เพราะว่าจะฮิตดังเปรี้ยงปร้างหรือซึมกะทือ แล้วแต่ความนิยมของประชากรในช่วงนั้น โดยเฉพาะพล็อต หรือตัวละคร ที่กว่าจะสร้างชื่อเสียงได้ แต่กลับมีช่วงเวลาอยู่ในกระแสได้ไม่เกิน 1 ปี เพราะทุกปีจะต้องมีภาพยนตร์ใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ
ด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ผมสังเกตุว่า ตอนนี้มักจะพบเห็นการใช้ตัวละคร (character) เดิมๆ ในเรื่องราวใหม่ ที่อยู่บนพื้นฐานของพล็อตเดิม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพยนตร์ ภาค 2 3... 10 (ก็ใกล้จะเป็นซีรียส์อยู่แล้วเนี่ย) หรือการนำซีรีส์มาสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่น Sex And The City หรือ X-file ผมเรียกอาการนี้ว่า อาการหมดมุขครับ ก็น่าจะเห็นใจอยู่หรอกนะครับ เพราะภาพยนตร์ปีๆ หนึ่งถูกสร้างขึ้นมาไม่รู้กี่สิบเรื่อง เนื้อหาก็เลยวนๆ อยู่ไม่กี่พล็อต โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเอาใจตลาด (คนส่วนใหญ่)

ที่สำคัญภาพยนตร์ถูกจำกัดด้วยเวลาครับ คุณคิดว่าภายใน 3 ชั่วโมง (เวลามากที่สุดที่สามารถนำเสนอได้) การนำเสนอเรื่องราวอันสลับซับซ้อน หรือการแสดงถึงบุคลิกของตัวละคร เพื่อตอกย้ำกับประเด็นที่จะสำเสนอได้นั้นค่อนข้างยาก ทำให้ภาพยนตร์หลายเรื่องยากเกินกว่าที่คนธรรมดาสามัญอย่างผมจะเข้าใจได้ ทำให้ช่วงนี้ผมค่อนข้างนิยมดูซีรีส์ มากกว่าดูภาพยนตร์
การสร้างซีรีส์สักเรื่อง นอกจากจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ เรื่องราว ประเด็นได้มากกว่าแล้ว ยังสามารถต่อยอดได้มากกว่า ถ้าเรื่อง หรือพล็อตสนุกจริง ๆ อย่าง X-file ผมรู้สึกว่าจะมีตั้ง 10 กว่าซีซั่น แต่ละซีซั่นก็ไม่รู้กี่ตอน เล่นจนเห็นพัฒนาการความแก่ของตัวแสดงเลยอย่างเช่น Friends เป็นต้น นอกจากนั้นนักแสดงของซีรีส์ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแสดงที่ดังเปรี้ยงปร้าง ค่าตัวหลายร้อยล้านเหรียญ แค่เลือกตัวเอกที่มือเก๋าสักคนสองคน หลังจากนั้น ตัวเด่นรอง ๆ ก็สามารถสับเปลี่ยนได้ตามความนิยม หรือความสะดวก เพื่อแค่เขียนให้มีบทตายเท่านั้น (มุขนี้ผมเจอบ่อย ๆ ในซีรีส์ CSI)
แต่ผมก็พบความวนเวียนของเนื้อหาในซีรีส์ที่เป็นตอนๆ เหมือนกับภาพยนตร์ เช่นถ้าคุณดู CSI สัก 3 :ซีซั่น ก็พอจะจับมุข วิธีการของการนำเสนอได้ หรือแม้กระทั่งไม่เข้าใจว่าต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่ อย่างเรื่อง LOST ที่ซีซั่นแรกดูเหมือนจะสนุกแต่ก็พบว่ามันค่อย ๆ หลงทางเหมือนกับชื่อของมันจริงๆ หรือ Prison Break ที่ผมว่าซีรีส์เรื่องนี้ตายตอนจบครับ มันอาจจะสร้างเรื่องราวให้ตัวเอกแหกคุกไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่คงไม่สนุกเท่าซีซั่นแรกที่พระเอกเตรียมแผนการแหกคุกอย่างดีด้วยการสร้างแผนที่บนรอยสักหรอกครับ สุดท้ายเมื่อซีรีส์ถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้จนเราเข้าใจกระบวนการคิดของตัวละคร การดำเนินเรื่อง หรือแม้กระทั่งผู้สร้างเกิดอาการหมดมุกเพราะนำเสนอมาร่วมสิบปี ก็คงถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนเอาเรื่องใหม่ๆ มาบ้าง
ผมว่าการสื่อสารของคนเราก็เหมือนกันครับ อะไรที่มากเกินไป จนไม่สามารถจับประเด็นได้ก็ทำให้ผู้รับฟังเกิดอาการงุนงง สับสน เบื่อหน่าย แต่ถ้าสั้นจนเกินไป หรือสื่อสารโดยคาดการว่าผู้รับสารมีความรู้ ความคิดทัดเทียมกับตัวเองก็ไม่ได้เช่นกัน (เหมือนที่ผมดูเรื่อง The Reader ไม่รู้เรื่อง เพราะผมยังอาร์ตไม่พอ) เพราะเขาก็จะไม่สามารถเข้าใจหรือรับสาระที่เราต้องการสื่อให้กับเขาได้ ดังนั้นอะไรแบบพอดีๆ ไม่มาก ไม่น้อย แค่ตรงประเด็นน่าจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนะครับ