ภาพยนตร์ คือ ผลงานสร้างสรรค์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ คงมีน้อยคนนักที่ไม่ชอบดูหนังดูละคร เพราะทุกครั้งที่เราได้ชมเรื่องราวที่ดำเนินไปบนแผ่นฟิล์ม ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกที่หลากหลาย สุข เศร้า เหงา รัก โหด สะพรึงกลัว แล้วแต่ประเภทของหนังที่เราดู เป็นความรู้สึกที่คับคล้ายคับคลากับสิ่งที่เราได้พบเจอในชีวิตประจำวัน แม้จะไม่เว่อร์ขนาดนั้นก็เถอะ การชมภาพยนตร์จึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ และยังให้ข้อคิดที่ดีในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้รับความนิยม และพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก เริ่มมีสตูดิโอภาพยนตร์เกิดขึ้นมาครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1893 สร้างโดย โทมัส เอดิสัน จวบจนบัดนี้เรามีอาณาจักรแห่งการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฮอลลีวูด บอลลีวูด ฮ่องกง มูวี่พาร์ค ฯลฯ ซึ่งล้วนผลิตภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ให้เราได้ดูกันมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง
ไม่มีใครไม่รู้จัก ฮอลลีวูด ศูนย์กลางของสตูดิโอภาพยนตร์ ดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก สถานที่ในการประกาศผลรางวัลออสการ์ และที่ตั้งของถนนฮอลลีวูดวอล์คออฟเฟม ซึ่งอยู่ในนครลอสแอนเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
สตูดิโอภาพยนตร์แห่งแรกในฮอลลีวูดมีชื่อว่าเนสเทอร์สตูดิโอส์ ปัจจุบันคือยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ต่อจากนั้นก็มีอีกนับสิบบริษัทเกิดขึ้นตามมาเพื่อดำเนินธุรกิจภาพยนตร์ครบวงจร เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต ถ่ายทำ ตัดต่อ ให้เสียง กราฟิก แอนิเมชั่น ไปจนถึงการจัดจำหน่าย หรือแม้กระทั่งฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ของตัวเอง เช่น ทเวนตีธ์เซนจูรีฟอกซ์
บริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงสตูดิโอถ่ายทำ และผลิตภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจสวนสนุก รีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บริษัทเพลง สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์รวมอยู่ด้วย ซึ่งอยู่ภายใต้แบรนด์ดังอย่าง วอล์ทดิสนีย์ สตูดิโอ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เอ็นบีซี ยูนิเวอร์แซล เอ็นเตอร์เทนเมนต์ วอร์เนอร์บราเธอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ โซนี่ พิคเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ทเวนตีธ์เซนจูรีฟอกซ์ และพาราเม้าท์ พิคเจอร์ส
อาจเนื่องด้วยว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฮอลลีวูดได้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงสั่งสมประสบการณ์มานักต่อนัก ส่งผลให้ภาพยนตร์ที่ผลิตออกมานั้นดูมีความทันสมัยมากกว่าที่อื่นๆ อีกทั้งฮอลลีวูดมีสถานที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศอภิมหาอำนาจที่มีความพร้อมในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร เศรษฐกิจ รวมไปถึงวิทยาศาสตร์ การศึกษา การกีฬา และบันเทิง จึงทำให้ภาพยนตร์ออกไปสู่สายตาประชาชนทั่วโลกได้ไม่ยากนัก
สิ่งเหล่านี้นับเป็นความโชคดีผสานกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทางการตลาด และไม่เพียงสตูดิโอเท่านั้นแต่ในด้านการท่องเที่ยว ฮอลลีวูดก็เปิดให้ผู้คนได้เข้าชม และเรียนรู้เบื้องหลังการผลิตภาพยนตร์ รวมทั้งสามารถร่วมผจญภัยในฉากจริงของภาพยนตร์ดังๆ เรียกว่า ฮอลลีวูด มูวี่ สตูดิโอส์ ทัวร์ นอกจากนี้สวนสนุกตามที่ต่างๆ ก็เป็นส่วนที่ทำรายได้หลักอีกด้วย
มาดูทางฝั่งภารตะอย่าง บอลลีวูด กันบ้าง เป็นชื่อเรียกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอินเดียที่ส่วนใหญ่มีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองมุมไบหรือเมืองบอมเบย์เก่านั่นเอง บอลลีวูดถือเป็นธุรกิจภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตภาพยนตร์ออกสู่ตลาดได้มากเป็นอันดับหนึ่ง ถึงประมาณ 800-1,000 เรื่อง ในแต่ละวันชาวอินเดียจะซื้อตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ทั่วประเทศราว 10 ล้านคน และยังมีชาวอินเดียที่กระจายอยู่ทั่วโลกอีกประมาณ 20 ล้านคน รวมถึงชาวต่างชาติที่ชื่นชอบภาพยนตร์อินเดีย จึงมีให้ชมทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไทย อังกฤษ เยอรมัน สเปน ฟิจิ และรัสเซีย ทั่วโลกมีผู้ชมหนังอินเดียถึง 3,600 ล้านคนต่อปี
แม้จะทำรายได้มากโข แต่ก็ยังไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ บอลลีวูดพยายามสร้างภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น เช่น เรื่อง เคอร์ริช ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่ชุดดำ เดินเรื่องตามเอกลักษณ์ของหนังอินเดีย ทำให้ภาพยนตร์อินเดียได้รับการยอมรับจากผู้ชมในประเทศ และต่างประเทศมากขึ้น ทั้งยังเป็นการปูทางไปสู่การทำรายได้จากสินค้าเมอร์แชนไดส์หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์อีกด้วย
นอกจากซูเปอร์ฮีโร่แล้ว แนวภาพยนตร์ที่ทำรายได้ดีก็มีทั้งบู๊ดุเดือด ลาเก ราโฮ และมันนับไบ บอลลีวูดยังผลิตดีวีดีภาพยนตร์ และจำหน่ายสินค้าที่ระลึกออนไลน์ ควบคู่กับทำการตลาดเพลงประกอบภาพยนตร์ในรูปแบบริงโทนสำหรับโทรศัพท์มือถือ และผลิตเกมภายใต้ชื่อภาพยนตร์ออกจำหน่าย
ไพรซ์วอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับนานาชาติจากสหรัฐอเมริกาคาดว่าบอลลีวูดจะมีรายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ถึง 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (122,400 ล้านบาท) ในปี 2553 เพิ่มขึ้นจากสถิติรายได้ในปี 2549 ซึ่งอยู่ในระดับ 1,750 ล้านดอลลาร์ (63,000 ล้านบาท) ถึง 2 เท่า
ในส่วนของประเทศจีน อุตสาหกรรมภาพยนตร์เฟื่องฟูมากที่เกาะฮ่องกง จนเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการผลิตภาพยนตร์จีน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสามรองจากบอลลีวูด และฮอลลีวูด ทั้งยังเป็นผู้ส่งออกมากเป็นอันดับสอง ภาพยนตร์แอคชั่นเป็นแนวที่ได้รับความนิยมมาก ถึงแม้ในอดีตจะประสบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาในช่วงยุค 90 แต่ผู้ผลิตก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของภาพยนตร์ฮ่องกงเอาไว้ และเริ่มที่จะพัฒนาอุตสากรรมด้านนี้เพื่อให้ทันทัดเทียมกับ เวิล์ดซีนิม่า ซึ่งเป็นชื่อเรียกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ
ผู้จัดภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง และใหญ่ที่สุดในฮ่องกง คือ ชอว์บราเดอร์ส ริเริ่มโดย Runje Shaw พี่ชายคนโตของ 4 พี่น้องตระกูลชอว์ บุตรของนักธุรกิจสิ่งทอผู้มั่งคั่ง ซึ่งต่อมาน้องชายที่ชื่อ Run Run ได้ติดสอยห้อยตามพี่ชายคนที่สาม Runme ไปสิงคโปร์เพื่อเริ่มทำธุรกิจภาพยนตร์ที่นั่น ทำให้เขามีความผูกพันกับธุรกิจภาพยนตร์ และตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในวงการนี้ Run Run Shaw ก็ได้สร้างธุรกิจของตัวเองจนกลายเป็นอาณาจักรบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฮ่องกง
เมืองหนังไม่ได้มีในรูปแบบสตูดิโอเท่านั้น สวนสนุกที่อิงกับภาพยนตร์ก็เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเยอรมันเช่นกัน เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูวี่พาร์ค ได้เปิดตัวอีกครั้ง เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่จะมีขึ้นตลอดทั้งปีนี้ โดยเน้นคอนเซปต์ “ว้าว! ฉันอยู่ในหนัง” ซึ่งจะมีการแสดงที่น่าตื่นเต้นมากมาย การขยายตัวของสวนสนุกแห่งนี้ภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ได้รับความสำเร็จอย่างสูง “โรงภาพยนตร์ เดอะ เชร็ค 4-D™” ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม รวมถึง “นิคแลนด์ วิธ สปองบ๊อบ และผองเพื่อน” ก็ทำให้เด็กๆ หัวใจพองโตยิ่งนัก
มูวี่พาร์คแห่งนี้ยังมีสถานที่จำลองของ ซานต้า โมนิก้า เพียร์ พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ฮอลลีวูด โรงละครเวที เครื่องเล่นฮายฟอล์ที่สูงถึง 60 เมตร รถไฟเหาะเอ็มพีเอ็กซ์เพรส ฯลฯ ที่จะมอบความสุขให้กับผู้คนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ ในเดือนตุลาคมนี้ก็จะมีเทศกาลฮัลโลวีน ฮอร์รอร์ เฟสต์อีกด้วย
จะเห็นได้ว่าธุรกิจภาพยนตร์สามารถเติบโตได้ในมุมต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพียงผู้จัดเล็กๆ ไปจนถึงอาณาจักรภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั่นเป็นเพราะว่า “หนัง” ไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายทอดเรื่องราวที่หลากหลายตามวัฒนธรรมของแต่ละท้องที่ คล้ายกับเป็นบันทึกเรื่องราวเพื่อถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลัง แต่ในเรื่องของฉากสุดอลังการ หรือสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อให้เข้ามาอีกด้วย ไม่แน่ว่าในอนาคตเมืองไทยอาจจะมีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับภาพยนตร์อันลือชื่อระดับโลกก็ได้