“ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป”
เคยสังเกตุหรือเปล่าครับ ว่าเสียงเพลงมีบทบาทในชีวิตของเราอย่างมาก จนบางครั้งคนเราแทบจะเรียกได้ “ขาดซึ่งเสียงเพลงไม่ได้เลยทีเดียว” ดังที่พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ท่านว่าไว้ว่า
ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
แม้ว่าจะไม่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี เหมือนโมสาร์ท หรือโชแปง แต่ตั้งแต่เล็กจนโตก็เรียกได้ว่าไม่ใช่คนที่ไร้ซึ่งดนตรีในหัวใจ ผมจำเพลง “ ช้าง” ได้ จำเพลง “A – B –C” ได้ จำเพลงร้องของสุดสาครได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก ตัวผมเองใช่ว่าจะเป็นคนที่มีความจำดี แต่เมื่อเนื้อหานั้นได้มาร้อยเรียงเข้ากับเสียงดนตรี สิ่งเหล่านั้นกลับบันทึกลงในความทรงจำของผมได้ยาวนานมากขึ้น

เมื่อโตขึ้นผมรู้จักอารมณ์หลากหลายมากกว่าเดิม การรับรู้ของผมจากบทเพลงที่ได้ยินก็ดูจะหลากหลายขึ้นกว่าเดิม เคยไหมครับ แค่อินโทรก็เศร้าแล้ว บทเพลงที่เราได้ยิน ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อร้องแต่ก็สามารถสะท้อนความรู้สึกจากเนื้อเพลงนั้นสู่ผู้ฟังได้ น่าแปลกที่การสื่อสารของมนุษย์เราไม่ใช่จำกัดเฉพาะในส่วนของภาษาหรือสิ่งที่เราได้รับจากการมองเห็นเท่านั้น การรับฟัง เสียง ก็เป็นอีกช่องทางของการสื่อสารด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นช่องทางการสื่อสารที่ได้ผลอย่างที่หลายคนไม่เคยรับรู้มาก่อน ดนตรีนับว่าเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางอารมณ์ที่ไร้ขอบเขต ไม่มีกำแพงภาษา อายุ หรือวัฒนธรรมที่จะกีดขวางการสือสารความรู้สึกนั้น จากผู้หนึ่งไปยังอีกผู้หนึ่ง คงไม่แปลกที่เราเห็นเด็กเล็กและคนชราพยายามจะโยก กระทืบเท้า หรือแม้แต่เคาะนิ้วไปตามเสียงเพลงเดียวกัน จากข้อความที่ผ่านตัวโน้ตออกมานั้นได้เชื่อมโยงเอาอารมณ์ของมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน ไม่เพียงเท่านั้น จังหวะของเสียงท่วงทำนองก็ยังสร้างประโยชน์นานาให้กับทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม เป็นเครื่องมือในการจัดการกับอารมณ์ จิตใจและร่างกาย ทำให้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์หลายสาขาได้ค้นคว้าเกี่ยวกับพลังของดนตรีที่ขับเคลื่อนความสามารถภายในของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย สมอง หรือจิตใจ
Unconsciously perception through music
เรียนรู้ผ่านจิตใต้สำนึกด้วยเสียงดนตรี
การเรียนรู้หรือการรับรู้ผ่านเสียงเพลงนั้นทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ดีกว่าหรือเปล่าเรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจ แต่สำหรับหลายๆ เสียงยืนยันว่าการท่องอะไรที่ใช้เนื้อเพลง หรือจังหวะในการช่วยจำ จะทำให้การจดจำนั้นยาวนนานกว่า นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยของ APA ( American Psychological Association) เกี่ยวกับเนื้อหาเพลงที่รุนแรงกับพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของเด็กออกมายืนยันว่า การฟังเพลงที่มีเนื้อหารุนแรง ทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่รุนแรงมากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับฟัง หรือแม้กระทั่งการฟังเพลงก็เป็นส่วนหนึ่งในการชักจูงพฤติกรรมอย่างเช่นการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ได้เช่นเดียวกับการมองเห็น( ขอย้ำ ผมไม่ได้กล่าวถึงแนวดนตรีแต่อย่างไร ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นขาร็อค คอแร็พ ก็ถือว่าเป็นความนิยมส่วนบุคคลครับ)
ส่วนการฟังเพลงคลาสสิคบ่อย ๆ โดยเฉพาะเพลงโมสาร์ทจะช่วยพัฒนาสมองของเด็ก หรือที่เราเรียกกันว่า “Mozart Effect” เป็นทฤษฎีที่พ่อแม่มือใหม่หลายคนตื่นตัว เพราะคิดว่าการฟังเพลงโมสาร์ทจะช่วยให้ลูกฉลาดขึ้น แม้ว่ายังมีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วย เนื่องจากคนที่อัจฉริยะอย่างแท้จริงหลายคนในโลกก็ไม่ได้มีเติบโตมาท่ามกลางเสียงดนตรีอย่างที่เราคิด แต่ว่าถึงมันอาจจะไม่ได้สร้างให้เราเป็นอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ แต่อย่างน้อยเสียงดนตรีก็เป็นเครื่องมือที่พัฒนาการรับรู้ในสมองของเรา คงช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองของเราหรือเปล่า ผมก็หวังให้เป็นเช่นนั้น นอกจากนั้นเสียงเพลงยังช่วยเพิ่มทักษะในด้านความจำ เพราะการใช้เสียงเพลงเป็นตัวช่วยให้จำได้นั้นเป็นการกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทให้ทำงานประสานกันอย่างลื่นไหล และนี่เองเป็นสาเหตุว่าทำไมการท่องจำโดยใช้เพลงหรือจังหวะจึงติดแน่นทนนานในสมองของผมมากกว่าการท่องจำด้วยวิธีอื่นๆ
Music support you mentally and physically
ดนตรีเป็นนั้นส่งเสริมคุณทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของมนุษย์เท่านั้น แต่เสียงดนตรียังถูกนำมาใช้ในการรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจด้วย นักวิทยาศาสตร์พบว่าจังหวะและเสียงเพลงนั้นสามารถช่วยกระตุ้นจิตใจและร่างกายของเราให้สามารถตอบสนองได้ ไม่ว่าจะควบคุมจังหวะการหายใจ การเต้นของหัวใจ หรือการไหลของเหงื่อ หรือแม้กระทั่งกระตุ้นให้สารอะดรีนาลีนในร่างกายหลั่งออกมาสู่กระแสเลือด
ไม่แปลกใจเลยที่ใครหลายๆ คนฟังเพลงจังหวะเร็วๆ เพื่อกระตุ้นตัวเองให้สดชื่นก่อนทำงาน หรือฟังเพลงเบาๆ สบายๆ ก่อนนอน นอกจากนั้นแล้วการฟังเพลงระหว่างการออกกำลังกายก็ช่วยเพิ่มจังหวะในการออกกำลังกายของคุณอีกทั้งยังเพิ่มความสนุกสนานในการออกกำลังกายของคุณอีกด้วย ในทางกลับกันเสียงเพลงก็ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ดังนั้นการแพทย์ในปัจจุบันจึงนำเอาเสียงเพลงมาช่วยในการรักษา อย่างเช่นในโรงพยาบาลในลินคอล์น หรือวินคอสตินก็นำเอาเปิดเพลงเพื่อกล่อยให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย อันส่งผลไปยังการเต้นของหัวใจ และระดับความดันเลือดก่อนจะทำการผ่าตัด อีกทั้งควบคุมความเจ็บปวดสำหรับหญิงที่คลอดบุตร พร้อมช่วยให้อาการความจำผิดปกติของเด็กและผู้ใหญ่ดีขึ้นอีกต่างหาก
Music is truly emotional and universal language
ดนตรีนั้นหรือคือภาษาทางอารมณ์ที่เป็นสากล
เสียงเพลงที่ร้องเปล่งออกมาจากลำคอหรืออุปกรณ์ชนิดไหน ทำนองเอื้อเอ่ยออกมา บางครั้งก็ทำให้หลายคนน้ำตาซึม หรือแม้แต่แอบยิ้มอย่างสุขใจ โดยที่ไม่ต้องการความเข้าใจทางด้านภาษาแต่งอย่างใด หลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์การฟังเพลงต่างประเทศที่บางครั้งเราไม่ค่อยเข้าใจเนื้อร้องเท่าไหร่ แต่ฟังแล้วกลับให้ความรู้สึกดี เมื่อลองให้เพี่อนแปลเนื้อเพลงให้แล้ว ก็ตบเข่าดังฉาด อุแม่ มันโดนกระดองใจจริงๆ เหมือนที่รู้สึกเลย
การสื่อสารทางอารมณ์เป็นเรื่องที่ไม่สามารถบอกออกมาได้ทางคำพูด แต่ด้วยบรรยากาศและการสัมผัส การแสดงออกด้วยสีหน้าหรือท่าทาง อารมณ์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน บางครั้งเรายังไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่าขณะนั้นเกิดความรู้สึกอย่างไร แต่คนรอบข้างเข้าใจผ่านการแสดงออกของเรานั่นเอง การเข้าใจ รับรู้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือสือสารที่เรียกว่าภาษา
คงไม่แปลกที่เราสามารถที่จะสื่อสารทางอารมณ์ของเราผ่านท่าทางการแสดงออก ซึ่งทำให้อีกฝ่ายมองเห็นและรับรู้ได้ แต่สำหรับดนตรี ซึ่งเราใช้ประสาทการรับรู้ก็คือการรับฟังของเราเพียงอย่างเดียว ทำให้เราอารมณ์ระหว่างคนอีกคนสื่อสารไปยังอีกคนได้อย่างไร มีคนวิจัยเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังซึ่งงานวิจัยของเขาสรุปว่า
“อารมณ์สร้างให้เกิดการเคลื่อนไหว” - ประมาณว่าเวลาคนร้องเพลง เล่นดนตรี ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวไปตามอารมณ์นั้น ๆ เช่นเวลาคนเหนื่อยเวลาเดินก็จะผ่อนเท้าลง แต่ในขณะที่รู้สึกคึกคักก็จะกระโดดไปมา
“ เมื่อการเคลื่อนไหวนั้นถูกเปลี่ยนให้เป็นเสียง หรือเสียงนั้นสร้างขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์” ความเข้าใจของผม อย่างเช่นผมกดแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วสูง เพื่อนร่วมงานผมก็สามารถเดาอารมณ์ผมได้ว่า ไอ้นี่มันคงโมโหคนมาจากไหน เป็นต้น หรือผมค่อย ๆ กดแป้นพิมพ์อย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก็คงหันมามองว่าสงสัยมันจะแฮงค์เหล้าเป็นแน่แท้ อะไรประมาณนั้น
“เมื่อเสียงถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับก็จะกลายเป็นอารมณ์” เช่นผู้รับฟังเสียงวางของปึงปัง หรือเสียงถอนหายใจ เสียงปรบมือที่ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ
และด้วยการเคลื่อนไหวดังกล่าวขณะสร้างเสียงดนตรีให้เกิดขึ้น อารมณ์ของคนแต่งเพลง หรือคนร้องจึงติดผนึกมากับเสียงเพลง อาจจะด้วยการสื่อสารจากความเร็วของตัวโน้ต จังหวะ การสะบัดเสียง สิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดไปยังผู้ฟังให้รับรู้และเข้าใจถึงอารมณ์ได้อย่างแจ่มชัด และด้วยเหตุนี้เองทำให้การฟังเพลงที่มีการเล่นสดจึงสร้างอารมณ์ที่ประทับใจมากกว่าการฟังจากเครื่องเสียง หรือคอมพิวเตอร์ มนุษย์เราละเอียดอ่อนนะครับ อย่าดูถูกตัวเองกันไปเลยเชียว
ดนตรีคือส่วนเติมเต็มของจิตใจ
ตั้งแต่สมัยโบราณ ดนตรีถูกจัดให้เป็นได้ทั้งพรของเทพเจ้าหรือเวทยมนต์ของพ่อมดหมอผี เป็นเรื่องของทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ ด้วยเพลงเพลงเดียว สามารถดึงเอาความรู้สึกของคนร้อยพ่อพันแม่เข้าด้วยกัน หรือสร้างการเคลื่อนไหวของคนในแต่ละชนชาติให้เป็นจังหวะเดียวกัน ดนตรีเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ว่ายุคไหน วัยไหน ชนชาติใด ต่างก็ยอมรับ ดูเหมือนว่าสมองของเราจะเปิดรับการเรียนรู้จังหวะของเสียงเพลงตั้งแต่เราอยู่ในท้องของแม่ ผมเองก็ไม่รู้ว่า “ศาสตร์ของดนตรี” เกิดขึ้นมานานแค่ไหน รู้แต่ว่ามันเป็นศาสตร์ที่อยู่คู่กับมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์และคงจะอยู่กับมนุษย์เราตลอดไป
Reference
“Why Music Moves Us” by Karen Schrock, Scientific American Mind, July/August 2009
“Why does music move us?” by Bjorn Vickhoff (Dept. of Musicology and Film Studies) and Helge Malmgren ( Dept of Philosophy), Philosophical Communication, Web Series, No.34
“How Dose Music Influence Sex and Human Behavior? A deeper impact than we thought” , http://news.softpedia.com
“Under the Influence of…Music?” by Tara Parker-Pope, http://well.blogs.nytimes.com
“Music Thought to Enhance Intelligence, Mental Health and Immune System” , ScienceDaily ( June 22,2006)
“Why Music Make Us Weep and Computer Don’t”, ScienceDialy (July 10,2008)