English Thai
Untitled Document
 The rise of social media
The Logic of Love
(  2009-02-19  )

     คำว่า “รัก” คำนี้เป็นคำที่ไม่เคยเก่าและไม่เคยถูกแทนที่ จะให้พูดว่า “สะมึยกึ๋ย” หรือ “$%@#” มันก็คงไม่ให้ความรู้สึกจริงใจได้เท่าคำสั้น ๆ ว่า “รักนะ” ใช่ไหมครับ แต่รู้หรือไม่ครับว่าคนเรากลับไม่แสดงออกด้วยการพูดเพราะมีงานวิจัยออกมาว่า เราแสดงผ่าน “คำพูด”น้อยที่สุด

    55 % แสดงออกผ่านทางการกระทำ ท่าทาง หรือสายตา
    38% แสดงออกทางน้ำเสียงและวิธีการพูด เช่นพูดตะกุกตะกัก ติดอ่าง
    มีเพียง 7% เท่านั้นที่แสดงออกผ่านคำพูด




เหตุของความรัก

    ก่อนที่บทเพลงแห่งความรักของคนสองคนจะเริ่มต้น สองเราจะเจอแรงดึงดูดที่ทำให้ทั้งสองวิ่งเข้าหากันประหนึ่งประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบ และสปาร์คกันในที่สุด แรงดึงดูดของแต่ละคนจะมากน้อยต่างกันอันส่งผลถึงสปาร์ค ความรักจะเกิดผลหรือไม่

1.   รูปร่างหน้าตา -  ถ้าหน้าตาไม่สำคัญจริง ๆ หมอศัลยกรรมคงไม่ร่ำรวยกันขนาดนี้หรอกครับ ฟันธง!เชื่อเถอะครับว่ารูปร่างหน้าตาเป็นแรงดึงดูดต้นๆ ของคนสองคนเลย ซึ่งจุดดึงดูดของผู้หญิงกับผู้ชายก็ต่างกันนะครับ
แม่เหล็กของฝ่ายชาย -  มีงานวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีโครงสร้างร่างกายเป็น V-shape จะดึงดูดผู้หญิงได้มากกว่า ที่สำคัญต้องมีช่วงไหล่ที่กว้าง กับช่วงอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นแล้วก็คือส่วนสูง นิตยสารคอสโมเคยตีพิมพ์บทความว่า ผู้หญิงจะสนใจผู้ชายที่มีความสูงกว่าตัวเองมากกว่า 1.1 เท่า

แม่เหล็กของฝ่ายหญิง -  ไม่อยากยอมรับแต่จริงครับ ว่าผู้ชายรักการกินหญ้าอ่อน จากการศึกษาคนในหลาย ๆ วัฒนธรรมพบว่าผู้ชายอยากมีภรรยาที่อายุน้อยกว่าตัวเอง 2.5 ปี (แม้ว่าเดี๋ยวนี้เทรนด์คบหญิงแก่จะมาแรง แต่ก็ความจริง ก็เป็นความจริงวันยังค่ำ) นอกจากวัยแล้วหน้าตาอ่อนเยาว์ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญ คือผิวพรรณสดใส นัยน์ตาเป็นประกาย ที่ลืมไม่ได้ก็คือเซ็กซ์ แอพเพียลของน้องๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นหน้าอกหน้าใจ เอวคอด รูปร่างสมส่วน

2.ความใกล้ชิด -  ขนาดมีคำกล่าวที่ว่า “รักแท้แพ้ใกล้ชิด” โอกาสการสปารค์กิ้งของคนสองคนจะเกิดขึ้นได้มากกว่าถ้าได้เจอกันบ่อย ๆ เช่นทำงานที่เดียวกัน ไปยิมเดียวกัน พอเห็นหน้ากันบ่อย ๆ สบตากันไปสบตากันมาท้ายที่สุดก็... เพราะถึงอาจจะสบตาปิ๊ง ๆ กันแต่ถ้าได้เจอกันเพียงครั้งเดียวก็ไม่เกิดผลหรอกครับ ต้องอาศัยปัจจัยนำอย่าง “เวลาและสถานที่” ด้วย

3.ความเหมือนกัน – ภาษาอังกฤษเขาใช้ว่า “we have something in common” ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ สิ่งที่สนใจ หรือนิสัยของคนสองคน จะต้องเข้ากันได้ ไม่ใช่คนนึงขึ้นเหนือ อีกคนลงใต้แล้วจะคุยกันรู้เรื่องไหมครับนั่น

4.ความอยากเต็มเติม – อันนี้จะขัดแย้งจากข้อด้านบน พูดกันอย่างแอ๊บสแตรคก็คือ “ความเหมือนในความต่าง” เข้าใจไหมครับ ก็เราขาดอะไรก็อยากจะให้คนอื่นมาเติมให้เต็ม (ทำไม ไม่เติมให้เต็มด้วยตัวเองเนี่ย)

5.รักคนที่เขารักเรา - มีการทดลองออกมาแล้วว่าขณะที่พูดคุยกันนั้นผู้ชายจะเกิดความสนใจกับผู้หญิงที่สบตา โน้มตัวไปหา หรือตั้งอกตั้งใจฟัง แม้ว่าจะไม่ใช่สเปคก็ตาม อ้าว ก็นะเขาแสดงความสนใจมาก็ต้องสนองตอบ อย่าให้เสียเชิงชาย
และทั้งหมดทั้งมวลก็คือที่มาก็อาการที่เรียกว่า “รัก” เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล

ผลของความรัก


    เมื่อเกิดอาการ “หัวใจจะเต้นตึกตัก อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่ารวดเร็ว เหงื่อออก และปากแห้ง” อย่าได้ตกใจ นั่นเป็นอาการแสดงให้เห็นว่าคุณพบ “คนที่ถูกใจ” เข้าให้แล้ว ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดของความรักเกิดที่สมองของเราครับ ไม่ได้เกิดที่หัวใจ ( ดังนั้นในวันวาเลนไทน์ เราควรจะเปลี่ยนโลโก้จากรูปหัวใจเป็นสมองโดยด่วน – สติกเกอร์รูปสมอง วาดรูปสมองแล้วเขียนว่า “รักนะตะเอง จุ๊ฟๆ ”)

    ทันที่ที่สมองของเรารับข้อมูลว่า “นี่แหละคนที่ใช่” สมองก็สั่งการให้ฮอร์โมนทั้งหลายวิ่งออกมา อันเป็นสาเหตุของอาการใน “โรครัก” ไม่ว่าจะเป็นวิ่งรอบสนามแล้วตะโกน “รักเธอ รักเธอ” หรือกลายเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน หรือแม้แต่การกลายเป็นคนไร้สติ ขาดความนึกคิด สารพัดที่คนเรากล้า บ้า ที่จะทำขณะเกิดความรัก

โดยเฉพาะเจ้าสารที่เรียกว่า โดพามีน (Dopamine) ที่มีผลคล้ายคลึงกับพวกโคเคนหรือสเตอรอยด์

    อาการดังต่อไปนี้จะยิ่งร้ายแรงขึ้นเมื่อเซโรโทนินเป็นสารที่ใช้ในการควบคุมความเครียดทำให้รู้สึกสงบและสบายใจ ต่ำลง เมื่อสมองเรามีแต่โดพามีนวิ่งไปวิ่งมา เจ้าเซโรโทนินก็จะวิ่งไปหลบภัยจนกว่าโดพามีนจะหมดฤทธิ์ ดังนั้นสมการง่าย ๆ ก็คือเมื่อไม่มีเซโรโทนิน ตัวเรา(ในยามบ้ารัก) ก็จะว้าวุ่นจิตใจและเกิดอาการคลั่ง ไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้ บวกกับผลพวงของโดพามีนทำให้คุณมุ่งมั่นกับเป้าหมาย แบบไม่ปล่อยวาง ก็กลายเป็นอาการคลั่งรักอย่างที่เห็น ซึ่งจะพลุ่งพล่านไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่คุณพอใจ

    ความรักมีวันหมดอายุจริงๆ ครับ โดยเฉพาะความรักแบบรอ-มัน-ตึ้ก  มันตึ้ก(จบ)แล้วครับ โดยจะใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 7 วันไปจนถึง 2 ปี อาจจะนานกว่านั้น แต่ที่แน่ๆ มันจะจบในช่วงเวลาที่มีลูกแล้ว เพราะช่วงเวลาที่ต้องเลี้ยงดูลูกจะทำให้ความบ้าที่เกิดจาโดพามีนต้องลี้ภัย...ซึ่งมันจะกลับมาอีกครั้งเมื่อคุณได้เจอกับ “คนที่ใช่” คนใหม่ แต่อย่าเพิ่งมองโลกแง่ร้ายนักนะครับ มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสโตนี่ บรู๊ค ที่นิวยอร์คเกี่ยวกับการสแกนภาพสมองของสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมา 20 ปี ผลปรากฎว่า 1 ใน 10 คู่ของสามีภรรยามีอาการเหมือนกับคนที่เพิ่งรักกันใหม่ๆ  แต่อาการรักของพวกเขาสร้างให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง เพราะมีความกังวลและคลุ้มคลั่งน้อยกว่าตอนที่เพิ่งรักกันใหม่ๆ เอาเป็นว่ามันมีครับ “รักเธอนิจนิรันดร์” แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นมากกว่า

    แล้วอย่าประมาทอาการ “รัก” ไป เพราะไม่ว่าอายุหรือประสบการณ์คุณก็ยังเกิด “อาการคลั่งรัก” ได้เสมอและตลอดเวลา ถึงคุณจะเจอคนรักทิ้ง หลอกหลวง กี่ครั้ง แต่ละครั้งก็สุดจะแย่ ความเจ็บปวดในความรักไม่ได้ทำให้คุณสำนึกหรอก ทุกครั้ง “ความรัก”ก็ยังทำให้คุณตกหลุมพรางได้ตลอด  เพราะ “รัก” ไม่ใช่สิ่งที่คุณสามาถสั่งได้มันมาโดยยีนส์และสายเลือดของคุณ
    แต่ใช่ว่าจะไม่มีความมั่นคงในความสัมพันธ์ของคนสองคน เพราะเมื่อเจ้าฮอร์โมนตัวยุ่งที่ปั่นหัวคุณให้หมุนไม่เว้นแต่ละวันหมดหน้าที่มันแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของฮอร์โมนอย่างอ๊อกซิท๊อกซิน ที่เป็นสารที่ทำให้คนเรารู้สึก “ผูกพันลึกซึ้ง” หลังการมีเซ็กซ์ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับความผูกพันและความรู้สึกของคนทั้งคู่ด้วย เป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้สามีภรรยามีเซ็กซ์กันบ่อยๆ ครับ จะได้รู้สึกผูกพันกันมากขึ้น ลดจำนวนการหย่าร้าง และปัญหาครอบครัวด้วย
    ดังนั้นเมื่อเดินทางมายังจุดหมายปลายทางของความรัก การที่คนสองคนยังเดินจูงมือกันต่อไป บนเส้นทางที่พวกเขาเรียกว่า “ความรัก” ก็คือความผูกพันที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวครับ