“เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 เวลาประมาณสามทุ่มถึงสี่ทุ่มกว่า เสิร์จเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Google เกิดความผิดพลาดที่ทำให้ทุกเว็บที่ค้นหามีคำว่า “เว็บไซต์นี้อาจเป็นอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ” ที่ปกติจะขึ้นเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโทรจันกับพวกป๊อปอัพโฆษณา (เกิดความผิดพลาดในการเตือนความปลอดภัย) ซึ่งทางกูเกิ้ลได้ชี้แจงผ่านบล๊อกของตัวเอง(http://googleblog.blogspot.com/) ว่าเป็นความผิดพลาดจากมนุษย์ (human error)”
Ref: NYTime
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการเสิร์จเอ็นจิ้นของ Google มาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในช่วงเวลานั้นก็มีความรู้สึกเหมือนตัวเองขาดแขนขา จะว่าไปก็ไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะจริง ๆ เว็บลิงค์ก็ยังใช้ได้ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าเว็บนี้ “เสี่ยงจริง” หรือ “เสี่ยงปลอม” แค่นั้นเอง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า เราพึ่งพา “Google” มากเกินไปหรือเปล่า ถ้าเกิดวันไหน Google เกิดเออเรอร์ที่ร้ายแรงกว่านี้หล่ะ ผมจะหันไปใช้เสิร์จเอ็นจิ้นตัวไหนดี

ผมชอบหลักความหลากหลายในการบริโภคครับ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยอาจารย์เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีตลาดแข่งขันสมบูรณ์ว่า ที่โค้กมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งก็เพราะว่า โค้กมีเป๊ปซี่ ทำให้ต้องสร้างคุณภาพสินค้า ความหลากหลาย การตลาดรวมถึงการโปรโมชั่น เพื่อครองจำนวนผู้บริโภคมากที่สุด เพราะลูกค้า( ที่ไม่มีความจงรักภักดีในแบรนด์ ( Brand Loyalty) อย่างผมเป็นต้น) สามารถเลื่อกดื่มเป๊ปซี่ได้ เนื่องจากคุณสมบัติโดยรวมคล้ายกัน แต่อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคดังนั้นความลับทางพาณิชย์จึงไม่ค่อยมีหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ เพราะสำหรับผมแล้วโค้กกับเป๊ปซี่เหมือนกัน กินแทนกันได้ (หรือในยุคนั้นเรื่องลิขสิทธ์อาจจะไม่ค่อยรุนแรงเท่าสมัยนี้) แต่พอมาถึงสินค้าและบริการทางเทคโนโลยี การพัฒนาของแต่ละบริษัทมีแตกต่างกันเนื่อง Know-How กับ workforce ต่างกัน
ยิ่งผู้ผลิตสินค้าหรือบริการทางเทคโนโลยีปัจจุบัน ค่อนข้างจะขยายแบรนด์ให้สนับสนุนแต่ยี่ห้อของตัวเอง อย่างสินค้าประเภท “i” ของค่าย Mac ที่ตั้งแต่เครื่อง ซอฟท์แวร์ อุปกรณ์เสริม หรือการบริการเช่น iTune หรือจะเป็นค่าย “G” ที่มีตั้งแต่ Google, Gdrive(ที่ผมรอให้มันออกมาอย่างใจจดใจจ่อ), Gmail, หรือ Google doc, Speadsheet, Calender เป็นต้น ทำให้ดูเหมือนแต่ละค่ายสินค้าจะพยายามสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา มันก็ดีเพราะเป็นการสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค เนื่องจากมีสินค้าและบริการครบวงจร คือถ้ากระโดดเข้ามาเป็นสาวกของแบรนด์เหล่านั้นก็ไม่ต้องห่วงครับ มีพร้อม
แต่การอาศัยพึ่งพิงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป จนกระทั่งอยู่ไม่ได้เมื่อไม่มีมันเป็นเรื่องน่ากลัวนะครับ เพราะตลาดแบบ Monopoly ทำให้เราสูญเสียอำนาจในการต่อรองได้ง่าย ๆ ทันทีที่เราเป็นฝ่าย “รอง” ฝ่าย “นำ” ก็จะเป็นคนควบคุมกลไกทางการตลาด เช่นราคา คุณภาพ คือออกอะไรมาก็ใช้ๆ ไป อย่ามาบ่นป๊อดๆ แถวนี้ ก็กลายเป็นสาวกไปแล้วนี่ครับ จะกลับตัวไปซื้ออีกยี่ห้อตอนนี้ก็สายไปแล้วด้วย เพราะมันไม่ซัพพอร์ทกัน (ฮ่วย)
ดังนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ที่หลากหลายยี่ห้อ ช่วยให้เราสามารถสร้างสมดุลตรงนี้ได้ครับ แถมเรายังสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเราด้วย อย่ายึดติดกะแบรนด์หรือวิธีการเลยครับ ที่สำคัญผมว่าไม่มีใครมีความถนัดไปเสียทุกด้านหรอกครับ บางอย่างของ Mac อาจจะดี แต่ก็น่าจะมีส่วนที่ไม่ดี เช่นมันอาจจะแพงเกินกว่าที่กระเป๋าเงินของผมจะรับได้ และมันเป็นแบรนด์ที่ “อาร์ต” มาก สร้างมาเพื่อ Macและครอบครัวเท่านั้น ไม่ใช่ Macและผองเพื่อน หรือGoogle ที่ทำวงจร Office ได้ครบครันจนเหมือนกันสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ขอให้มีอินเตอร์เน็ต เพราะทุกอย่างอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ แต่เราก็สูญเสีย Privacy ของข้อมูลไป (ข้อมูลบนเน็ตทุกอย่างเป็น Public ครับ แม้เราจะตั้งเป็น Private ก็ตาม)
ผมเองก็ร่ำๆ อยากเป็นสมาชิกครอบครัว G อยู่ตลอดเวลาเพราะชอบ application ของมันก็ไม่อยากให้ Google ครองตลาดเพียงผู้เดียว ก็เลยต้องเข้า Yahoo บ้าง MSN บ้าง อาจจะดีไม่เท่าแต่ก็ดีกว่าผมไม่มีทางออกอื่นเลยนอกจาก being Google